ย้อนเวลากลับไป 4 ปีก่อน ในวันที่ 28 เม.ย. 2547 เกิดเหตุนองเลือดที่ทุกคนไม่มีวันลืม การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มก่อความไม่สงบที่หลบอยู่ภายในมัสยิดกรือเซะ ต.ตันหยงลูโละ อ.เมืองปัตตานี

ก่อนเกิดการยิงถล่มมัสยิดกลุ่มก่อความไม่สงบนับร้อยถืออาวุธมีดพร้าเข้าโจมตีที่ทำการรัฐพร้อมกันใน 3 จังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยอาวุธปืน ส่งผลให้ี่ตำรวจและทหารเสียชีวิต 5 นาย ส่วนผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิตถึง 106 คน ซึ่งเมื่อกลุ่มก่อเหตุหลบหนีเข้ามาในมัสยิดกรือเซะ และเกิดการปทะยิงถล่มกันทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดในมัสยิดถึง 32 คน นับเป็นการสูญเสียชีวิตที่รุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในภาคใต้

ผ่านมาแล้ว 4 ปี ไวเหมือนโกหก แต่เหตุการณ์ความไม่สงบยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลไม่เคยหันมาสนใจแก้ไขปัญหาที่กลายเป็นเรคร้ายเรื้อรัง มัสยิดกรือเซะ อยู่ห่างจากตัวเมือง 6 กิโลเมตร อยู่ติดกับถนนสายปัตตานี – นราธิวาส มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ที่ี้เรียกตามรูปทรงของประตู
มัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นโค้งแหลมแบบกอธิคของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาว
ตะวันออกกลาง โดยเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีเสาทรงกลม เลียนรูปลักษณะแบบเสากอธิคของยุโรป ช่องประตูหน้าต่างมีทั้งแบบโค้งแหลมและโค้งมนแบบกอธิค โดมและหลังคามีรูปทรงโค้งมน อิฐที่ใช้ก่อมีลักษณะเป็นอิฐสมัยอยุธยา ตรงฐานมัสยิดมีอิฐรูปแบบคล้ายอิฐสมัยทวารวดีปะปน

มัสยิดกรือเซะ กลายเป็นประวัติศาสตร์ฝังใจชาวใต้ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นเหยื่อแห่งความเคียดแค้นชิงชัง สร้างบ่อเกิดความขัดแย้งทางศาสนา บรรลุเป้าประสงค์ของผู้ก่อความไม่สงบที่หวังอ้างความแตกต่างทางศาสนามาก่อเหตุสร้างความเปราัะบางขึ้น รัฐบาลไม่เคยเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

ก็ได้แต่หวังว่า สักวัน ความสันติสุขจะัคืนภาคใต้ ความสงบจะกลับมาดังเดิม เหตุการณ์นี้จะต้องเป็นบทเรียนให้รัฐบาลเร่งยุติความขัดแย้งทางการเมืองมาแก้ปัญหาที่เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง

edit @ 28 Apr 2008 23:20:19 by เด็กขี้อวด

ฉันเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนหันกลับมาพูดกับหมวดนทีเบาๆ จนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "หมวดเชื่อไหมคะ ว่ามีเกลือเป็นหนอน"

หมวดนทีละสายตาจากแผ่นกระดาษยับย่น มองหน้าฉันอย่างสงสัยและต้องการคำตอบ ฉันส่งยิ้มเล็กให้ แต่ไม่ได้พูดต่อ ซึ่งยิ่งทำให้หมวดขมวดคิ้วแสดงความสงสัยมากข

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หมวด ฉันเพียงตั้งคำถามไปเรื่อยเปื่อย" ฉันเฉไฉ คล้ายเป็นการพูดเล่น แต่ผู้หมวดคนเก่งยังคงไม่เลิกสงสัย พยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งให้ถนัดมากกว่าเดิม

"คุณกำลังจะบอกอะไรผม มีน ผมก็เป็นเพื่อนคุณคนหนึ่งนะครับ อย่าเก็บสิ่งที่คุณรู้ไว้เพียงคนเดียว เพราะความจริงนั้นอาจตายไปโดยไม่มีประยชน์เท่าที่ควรจะมี" หมวดนทีท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันหวาดกลัวได้ เพราะท่าทีจริงจังแข็งกร้าวแบบนี้ ภัทร์ดนัยมักนำมาใช้กับฉันเสมอเมื่อเขาต้องการคำตอบที่ฉันไม่ยอมบอกง่ายๆ และฉันก็ไม่เคยกลัวเขาสักที และด้วยความเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน วิธีการเค้นคำตอบจากคนที่รู้จักกัน จึงไม่ต่างกัน ฉันอดหัวเราะไม่ได้

เสียงหัวเราะแม้จะเบาๆ แต่ผู้หมวดคนเก่งก็ส่งสายตาเคืองๆ มาให้ "มีนครับ ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ที่นี่อันตรายมาก จากจดหมายนี้ก็น่าจะบอกได้ว่าใครคนหนึ่งต้องการให้คุณกลับไป อย่ามารื้อค้นเหตุความวุ่นวาย"

"หมวดคะ มีนบอกแล้วว่า มีนมาเพื่อสานต่อเจตนาของนัย และมีนก็ไม่กลัวหากต้องจบชีวิตที่นี่ ที่ที่นัยเคยสละชีวิตไว้เหมือนกัน อย่าห่วงเลยค่ะ มีนสัญญาว่าจะไม่ดันทุรังทำอะไรที่ทำให้หมวดต้องลำบากและเสี่ยงไปด้วย" ฉันยกนิ้วมือสามนิ้วขึ้นแสดงสัญญญาเหมือนลูกเสือสามัญ

หมวดนทียิ้มน้อยๆ พลางส่ายศีรษะในความดื้อรั้นของฉัน "ผมเชื่อล่ะ ที่นัยมันว่า แฟนมันนี่ดื้อชะมัด" จากนั้นผู้หมวดจึงเอนกายลงนอนตามเดิม ก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ฉันจึงคิดว่า ผู้หมวดน่าจะอยากพักผ่อน จึงขอกลับบ้าน แต่หมวดยังคงห่วงใย และโทรศัพท์ให้ลูกน้องตามไปส่งฉันที่บ้าน

ฉันเดินทางกลับมาพักผ่อนอย่างปลอดภัย แต่ภายในใจยังคงครุ่นคิดแต่เรื่องของชายผู้หวังดี ซึ่งฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ที่หลายฝ่ายมองว่า ตั้งใจก่อความไม่สงบในพื้นที่เพื่อหวังให้ด้ามขวานทองของไทยถูกหักออกเป็นรัฐปัตตานีดารุสซาลาม หรือรัฐปัตตานีที่รัฐบาลไทยคิดว่าเข้าใจ ฉันนอนแผ่บนเตียงอย่างอ่อนล้า และปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศภายในห้อง เพราะฉันไม่อยากรับรู้รับฟังข่าวความโหดร้ายรายวัน ขนาดฉันที่เป็นเพียงสื่อสารมวลชนที่ทำหน้าที่เพียงแค่กระจายข่าว กระจายเสียงสะท้อนต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมให้ผู้รับผิดชอบได้เห็นและมาแก้ปัญหา

...เข้มแข็งนะ ผมรักคุณ ผมจะยืนเคียงข้างคุณ ผมจะคุ้มครองคุณ ขอสันติสุขจงเกิดแก่ผู้เป็นที่รัก...

เสียงภัทร์ดนัยยังก้องอยู่ในโสตประสาททุกสัมผัส แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝันแต่กำลังใจและความกล้าหาญกลับเพิ่มขึ้นจนเกือบล้นออกมา "นัยคะ มีนคิดถึงคุณ มีนสัญญาว่ามีนจะไม่ท้อแท้" น้ำตาซึมออกมาสองข้างโดยไม่ต้องเสียเวลากลั่น

.....หลังจากหมวดนทีพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานกว่าเดือน และฉันจะคอยไปดูแลเขาอยู่เสมอ วันนี้แพทย์ได้อนุญาตให้หมวดกลับบ้านได้เสียที ไม่เพียงแต่หมวดนทีเท่านั้นที่แสดงความตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้า ทำให้นางพยาบาลที่ค้นหน้าตาร้องทักตลอดทางก่อนออกจากโรงพยาบาล

"แหม อยู่ไม่ถึงเดือนแฟนคลับเยอะจังนะคะ หมวด"ฉันเอ่ยแซวทำลายบรรยากาศที่เงียบเหงาพิกลๆ ซึ่งหมวดนทีก็เพียงแต่ยิ้มรับโดยไม่ได้ตอบโต้เหมือนเคย แม้ฉันจะสังเกตถึงความผิดปกติของผู้หมวดหน้าเข้ม แต่ยังไม่ต้องการพูดคุยในขณะนี้ เพราะที่สาธารณะย่อมไม่ปลอดภัย

ฉันมาพร้อมกับผู้หมวดและพยุงเขาขึ้นบ้าน ซึ่งเมื่อหมวดนทีนั่งอย่างถนัดแล้วจึงเอ่ยความขึ้นก่อน "มีน กำลังปิดบังบางอย่างกับผม มีนมีอะไรจะบอกผมใช่ไหมครับ" สีหน้าผู้หมวดดูจริงจังจนน่ากลัว และฉันคงไม่อาจล้อเล่นแสร้งกลบเกลื่อนความลับที่ฉันพยายามปกปิดได้อีก

"ค่ะ แต่มีนว่า หมวดน่าจะทราบแล้ว" ฉันทำได้เพีนงพยักหน้าตอบรับสั้นๆ เพราะพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนเหนียวหนืดติดอยู่ในลำคอ พลางยิ้มฝืนๆ

"ขอโทษที่ผมทำให้คุณต้องตกอยู่ในอันตราย เพราะเชื่อใจอาดัมคิดว่าเขาเป็นพวกเรา ที่แท้เขาแทรกซึมเข้ามาหวังล้วงความลับราชการ ผมเสียใจจริงๆ ที่ไว้ใจคนผิด" หมวดนที กำหมัดแน่นด้วยความช้ำใจ

ติ๊ด...ติ๊ดๆๆ...เสียงวิทยุสื่อสารดังขึ้นเป็นรหัส ว.5 นั่นคือความลับไม่เปิดเผยบุคคลทั่วไป แต่ฉันพยายามส่งสายตาวิงวอนผู้หมวดให้แจ้งรายละเอียดเพราะต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ หมวดนทีพยักหน้าเหมือนเข้าใจในสัญญาณที่ฉันส่งผ่านแววตา "เกิดเหตุครับ แต่ว่าเอาไว้รอรายงานดีกว่าครับ" ฉันส่ายหน้าไม่ยอมรับคำแนะนำ พลางลุกขึ้นยืนเตรียบมตัวออกไปถามหาเอง หมวดนทีเอื้อมมือคว้าแขนฉันไว้สุดตัว จนร่างเซมาชิดร่างฉัน

"อันตรายนะครับ อย่าไปเลย รอที่นี่สักพักเถอะครับ"

"นักข่าวรอได้เหรอคะ มัวแต่รอก็ตกข่าวน่ะซิ บอกมาเถอะค่ะ หมวด ไม่เป็นไรหรอก"

หมวดนทีส่ายหน้ากับอาการดื้อรั้นของฉันอีกครั้ง ก่อนกระซิบบอกที่หมายและหันไปกำชับลูกน้องให้คอยดูแลฉันไม่ให้คลาดสายตา ฉันแสดงความดีใจจนเห็นได้ชัด รีบวิ่งไปรอที่รถและโบกมือลาก่อนรถแล่นออกไปด้วยความเร็ว เพียงไม่ถึง 10 นาที ก็ถึงที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ด้านหน้ามีชายชรานอนคว่ำหน้านอนจมกองเลือดแดงฉาน ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆ แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้มากนักเพราะตำรวจได้ใช้สายพลาสติกสีเหลืองกั้นที่เกิดเหตุไว้ ป้องกันการถูกทำลายพยานหลักฐาน

ชายชราคนดังกล่าว ยังกำปืนแน่นในมือ บริเวณใกล้ๆ พบร่างเด็กหญิงอายุประมาณ 5 ปี นอนหงายศีรษะยุบไปข้างหนึ่ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวบ้านที่มามุงดูเริ่มดังขึ้นจนตำรวจต้องขอความร่วมมือให้ถอยห่างไปอีก ฉันพยายามรวบรวมกำลังตั้งกล้องถ่ายรูปให้มั่นและกดชัตเตอร์ไม่ยั้ง

...นี่หรือแผ่นดินไทย ไทยที่รักสงบ ไทยที่ไม่เคยเสียเอกราชให้ใคร คนไทยที่ว่ารักสามัคคีและไม่มีชนชั้นศาสนามากั้น ไม่ว่าพื้นที่ใด คนไทยทุกศาสนาก็อยู่ร่วมกันได้.... ยิ่งเห็นยิ่งรันทดท้อ รัฐปัตตานีก็แค่ประวัติศาสตร์ ผืนแผ่นดินไทยต่างหากคือปัจจุบัน ใครกำลังคิดทำอะไร ใครกำลังดึงศาสนามาโยงให้เกิดความแตกแยก ขณะที่ฉันกำลังนึกไปเรื่อยเปื่อย เสียงผู้กำกับการ สภ.เมืองนราธิวาส คนคุ้นเคย เอ่ยทักขึ้น

"คะ ท่าน" ฉันเหลียวหลังมองด้วยท่าทางเขินๆ เพราะเหตุนี้เขาแจ้งความลับ แต่ฉันกลับมาปรากฏตัวอยู่

"หมวดคงบอกคุณ แต่คราวหน้า ผมขอเถอะครับ"ผู้กำกับกล่าวเสียงเข้ม

"ทำไมถึงต้องลับคะ เหตุฆ่ารายวันก็มีอยู่ประจำ มีอะไรพิเศษหรือคะที่นี่"