ย้อนเวลากลับไป 4 ปีก่อน ในวันที่ 28 เม.ย. 2547 เกิดเหตุนองเลือดที่ทุกคนไม่มีวันลืม การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มก่อความไม่สงบที่หลบอยู่ภายในมัสยิดกรือเซะ ต.ตันหยงลูโละ อ.เมืองปัตตานี

ก่อนเกิดการยิงถล่มมัสยิดกลุ่มก่อความไม่สงบนับร้อยถืออาวุธมีดพร้าเข้าโจมตีที่ทำการรัฐพร้อมกันใน 3 จังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยอาวุธปืน ส่งผลให้ี่ตำรวจและทหารเสียชีวิต 5 นาย ส่วนผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิตถึง 106 คน ซึ่งเมื่อกลุ่มก่อเหตุหลบหนีเข้ามาในมัสยิดกรือเซะ และเกิดการปทะยิงถล่มกันทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดในมัสยิดถึง 32 คน นับเป็นการสูญเสียชีวิตที่รุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในภาคใต้

ผ่านมาแล้ว 4 ปี ไวเหมือนโกหก แต่เหตุการณ์ความไม่สงบยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลไม่เคยหันมาสนใจแก้ไขปัญหาที่กลายเป็นเรคร้ายเรื้อรัง มัสยิดกรือเซะ อยู่ห่างจากตัวเมือง 6 กิโลเมตร อยู่ติดกับถนนสายปัตตานี – นราธิวาส มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ที่ี้เรียกตามรูปทรงของประตู
มัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นโค้งแหลมแบบกอธิคของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาว
ตะวันออกกลาง โดยเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีเสาทรงกลม เลียนรูปลักษณะแบบเสากอธิคของยุโรป ช่องประตูหน้าต่างมีทั้งแบบโค้งแหลมและโค้งมนแบบกอธิค โดมและหลังคามีรูปทรงโค้งมน อิฐที่ใช้ก่อมีลักษณะเป็นอิฐสมัยอยุธยา ตรงฐานมัสยิดมีอิฐรูปแบบคล้ายอิฐสมัยทวารวดีปะปน

มัสยิดกรือเซะ กลายเป็นประวัติศาสตร์ฝังใจชาวใต้ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นเหยื่อแห่งความเคียดแค้นชิงชัง สร้างบ่อเกิดความขัดแย้งทางศาสนา บรรลุเป้าประสงค์ของผู้ก่อความไม่สงบที่หวังอ้างความแตกต่างทางศาสนามาก่อเหตุสร้างความเปราัะบางขึ้น รัฐบาลไม่เคยเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

ก็ได้แต่หวังว่า สักวัน ความสันติสุขจะัคืนภาคใต้ ความสงบจะกลับมาดังเดิม เหตุการณ์นี้จะต้องเป็นบทเรียนให้รัฐบาลเร่งยุติความขัดแย้งทางการเมืองมาแก้ปัญหาที่เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง

edit @ 28 Apr 2008 23:20:19 by เด็กขี้อวด

ฉันเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนหันกลับมาพูดกับหมวดนทีเบาๆ จนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "หมวดเชื่อไหมคะ ว่ามีเกลือเป็นหนอน"

หมวดนทีละสายตาจากแผ่นกระดาษยับย่น มองหน้าฉันอย่างสงสัยและต้องการคำตอบ ฉันส่งยิ้มเล็กให้ แต่ไม่ได้พูดต่อ ซึ่งยิ่งทำให้หมวดขมวดคิ้วแสดงความสงสัยมากข

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หมวด ฉันเพียงตั้งคำถามไปเรื่อยเปื่อย" ฉันเฉไฉ คล้ายเป็นการพูดเล่น แต่ผู้หมวดคนเก่งยังคงไม่เลิกสงสัย พยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งให้ถนัดมากกว่าเดิม

"คุณกำลังจะบอกอะไรผม มีน ผมก็เป็นเพื่อนคุณคนหนึ่งนะครับ อย่าเก็บสิ่งที่คุณรู้ไว้เพียงคนเดียว เพราะความจริงนั้นอาจตายไปโดยไม่มีประยชน์เท่าที่ควรจะมี" หมวดนทีท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันหวาดกลัวได้ เพราะท่าทีจริงจังแข็งกร้าวแบบนี้ ภัทร์ดนัยมักนำมาใช้กับฉันเสมอเมื่อเขาต้องการคำตอบที่ฉันไม่ยอมบอกง่ายๆ และฉันก็ไม่เคยกลัวเขาสักที และด้วยความเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน วิธีการเค้นคำตอบจากคนที่รู้จักกัน จึงไม่ต่างกัน ฉันอดหัวเราะไม่ได้

เสียงหัวเราะแม้จะเบาๆ แต่ผู้หมวดคนเก่งก็ส่งสายตาเคืองๆ มาให้ "มีนครับ ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ที่นี่อันตรายมาก จากจดหมายนี้ก็น่าจะบอกได้ว่าใครคนหนึ่งต้องการให้คุณกลับไป อย่ามารื้อค้นเหตุความวุ่นวาย"

"หมวดคะ มีนบอกแล้วว่า มีนมาเพื่อสานต่อเจตนาของนัย และมีนก็ไม่กลัวหากต้องจบชีวิตที่นี่ ที่ที่นัยเคยสละชีวิตไว้เหมือนกัน อย่าห่วงเลยค่ะ มีนสัญญาว่าจะไม่ดันทุรังทำอะไรที่ทำให้หมวดต้องลำบากและเสี่ยงไปด้วย" ฉันยกนิ้วมือสามนิ้วขึ้นแสดงสัญญญาเหมือนลูกเสือสามัญ

หมวดนทียิ้มน้อยๆ พลางส่ายศีรษะในความดื้อรั้นของฉัน "ผมเชื่อล่ะ ที่นัยมันว่า แฟนมันนี่ดื้อชะมัด" จากนั้นผู้หมวดจึงเอนกายลงนอนตามเดิม ก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ฉันจึงคิดว่า ผู้หมวดน่าจะอยากพักผ่อน จึงขอกลับบ้าน แต่หมวดยังคงห่วงใย และโทรศัพท์ให้ลูกน้องตามไปส่งฉันที่บ้าน

ฉันเดินทางกลับมาพักผ่อนอย่างปลอดภัย แต่ภายในใจยังคงครุ่นคิดแต่เรื่องของชายผู้หวังดี ซึ่งฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ที่หลายฝ่ายมองว่า ตั้งใจก่อความไม่สงบในพื้นที่เพื่อหวังให้ด้ามขวานทองของไทยถูกหักออกเป็นรัฐปัตตานีดารุสซาลาม หรือรัฐปัตตานีที่รัฐบาลไทยคิดว่าเข้าใจ ฉันนอนแผ่บนเตียงอย่างอ่อนล้า และปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศภายในห้อง เพราะฉันไม่อยากรับรู้รับฟังข่าวความโหดร้ายรายวัน ขนาดฉันที่เป็นเพียงสื่อสารมวลชนที่ทำหน้าที่เพียงแค่กระจายข่าว กระจายเสียงสะท้อนต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมให้ผู้รับผิดชอบได้เห็นและมาแก้ปัญหา

...เข้มแข็งนะ ผมรักคุณ ผมจะยืนเคียงข้างคุณ ผมจะคุ้มครองคุณ ขอสันติสุขจงเกิดแก่ผู้เป็นที่รัก...

เสียงภัทร์ดนัยยังก้องอยู่ในโสตประสาททุกสัมผัส แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝันแต่กำลังใจและความกล้าหาญกลับเพิ่มขึ้นจนเกือบล้นออกมา "นัยคะ มีนคิดถึงคุณ มีนสัญญาว่ามีนจะไม่ท้อแท้" น้ำตาซึมออกมาสองข้างโดยไม่ต้องเสียเวลากลั่น

.....หลังจากหมวดนทีพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานกว่าเดือน และฉันจะคอยไปดูแลเขาอยู่เสมอ วันนี้แพทย์ได้อนุญาตให้หมวดกลับบ้านได้เสียที ไม่เพียงแต่หมวดนทีเท่านั้นที่แสดงความตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้า ทำให้นางพยาบาลที่ค้นหน้าตาร้องทักตลอดทางก่อนออกจากโรงพยาบาล

"แหม อยู่ไม่ถึงเดือนแฟนคลับเยอะจังนะคะ หมวด"ฉันเอ่ยแซวทำลายบรรยากาศที่เงียบเหงาพิกลๆ ซึ่งหมวดนทีก็เพียงแต่ยิ้มรับโดยไม่ได้ตอบโต้เหมือนเคย แม้ฉันจะสังเกตถึงความผิดปกติของผู้หมวดหน้าเข้ม แต่ยังไม่ต้องการพูดคุยในขณะนี้ เพราะที่สาธารณะย่อมไม่ปลอดภัย

ฉันมาพร้อมกับผู้หมวดและพยุงเขาขึ้นบ้าน ซึ่งเมื่อหมวดนทีนั่งอย่างถนัดแล้วจึงเอ่ยความขึ้นก่อน "มีน กำลังปิดบังบางอย่างกับผม มีนมีอะไรจะบอกผมใช่ไหมครับ" สีหน้าผู้หมวดดูจริงจังจนน่ากลัว และฉันคงไม่อาจล้อเล่นแสร้งกลบเกลื่อนความลับที่ฉันพยายามปกปิดได้อีก

"ค่ะ แต่มีนว่า หมวดน่าจะทราบแล้ว" ฉันทำได้เพีนงพยักหน้าตอบรับสั้นๆ เพราะพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนเหนียวหนืดติดอยู่ในลำคอ พลางยิ้มฝืนๆ

"ขอโทษที่ผมทำให้คุณต้องตกอยู่ในอันตราย เพราะเชื่อใจอาดัมคิดว่าเขาเป็นพวกเรา ที่แท้เขาแทรกซึมเข้ามาหวังล้วงความลับราชการ ผมเสียใจจริงๆ ที่ไว้ใจคนผิด" หมวดนที กำหมัดแน่นด้วยความช้ำใจ

ติ๊ด...ติ๊ดๆๆ...เสียงวิทยุสื่อสารดังขึ้นเป็นรหัส ว.5 นั่นคือความลับไม่เปิดเผยบุคคลทั่วไป แต่ฉันพยายามส่งสายตาวิงวอนผู้หมวดให้แจ้งรายละเอียดเพราะต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ หมวดนทีพยักหน้าเหมือนเข้าใจในสัญญาณที่ฉันส่งผ่านแววตา "เกิดเหตุครับ แต่ว่าเอาไว้รอรายงานดีกว่าครับ" ฉันส่ายหน้าไม่ยอมรับคำแนะนำ พลางลุกขึ้นยืนเตรียบมตัวออกไปถามหาเอง หมวดนทีเอื้อมมือคว้าแขนฉันไว้สุดตัว จนร่างเซมาชิดร่างฉัน

"อันตรายนะครับ อย่าไปเลย รอที่นี่สักพักเถอะครับ"

"นักข่าวรอได้เหรอคะ มัวแต่รอก็ตกข่าวน่ะซิ บอกมาเถอะค่ะ หมวด ไม่เป็นไรหรอก"

หมวดนทีส่ายหน้ากับอาการดื้อรั้นของฉันอีกครั้ง ก่อนกระซิบบอกที่หมายและหันไปกำชับลูกน้องให้คอยดูแลฉันไม่ให้คลาดสายตา ฉันแสดงความดีใจจนเห็นได้ชัด รีบวิ่งไปรอที่รถและโบกมือลาก่อนรถแล่นออกไปด้วยความเร็ว เพียงไม่ถึง 10 นาที ก็ถึงที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ด้านหน้ามีชายชรานอนคว่ำหน้านอนจมกองเลือดแดงฉาน ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆ แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้มากนักเพราะตำรวจได้ใช้สายพลาสติกสีเหลืองกั้นที่เกิดเหตุไว้ ป้องกันการถูกทำลายพยานหลักฐาน

ชายชราคนดังกล่าว ยังกำปืนแน่นในมือ บริเวณใกล้ๆ พบร่างเด็กหญิงอายุประมาณ 5 ปี นอนหงายศีรษะยุบไปข้างหนึ่ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวบ้านที่มามุงดูเริ่มดังขึ้นจนตำรวจต้องขอความร่วมมือให้ถอยห่างไปอีก ฉันพยายามรวบรวมกำลังตั้งกล้องถ่ายรูปให้มั่นและกดชัตเตอร์ไม่ยั้ง

...นี่หรือแผ่นดินไทย ไทยที่รักสงบ ไทยที่ไม่เคยเสียเอกราชให้ใคร คนไทยที่ว่ารักสามัคคีและไม่มีชนชั้นศาสนามากั้น ไม่ว่าพื้นที่ใด คนไทยทุกศาสนาก็อยู่ร่วมกันได้.... ยิ่งเห็นยิ่งรันทดท้อ รัฐปัตตานีก็แค่ประวัติศาสตร์ ผืนแผ่นดินไทยต่างหากคือปัจจุบัน ใครกำลังคิดทำอะไร ใครกำลังดึงศาสนามาโยงให้เกิดความแตกแยก ขณะที่ฉันกำลังนึกไปเรื่อยเปื่อย เสียงผู้กำกับการ สภ.เมืองนราธิวาส คนคุ้นเคย เอ่ยทักขึ้น

"คะ ท่าน" ฉันเหลียวหลังมองด้วยท่าทางเขินๆ เพราะเหตุนี้เขาแจ้งความลับ แต่ฉันกลับมาปรากฏตัวอยู่

"หมวดคงบอกคุณ แต่คราวหน้า ผมขอเถอะครับ"ผู้กำกับกล่าวเสียงเข้ม

"ทำไมถึงต้องลับคะ เหตุฆ่ารายวันก็มีอยู่ประจำ มีอะไรพิเศษหรือคะที่นี่"

"ที่นี่คือ กุโบร์ การเสียชวิตที่นี่ หากทราบไปถึงชาวบ้านจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมได้ประสานโต๊ะครูและโต๊ะอิหม่ามมาแล้ว" ผู้กำกับอธิบายชัดเจน

แต่ข่าวลับไม่มีในโลก ชาวบ้านต่างแห่กันมาดู ต่างส่งเสียงไม่พอใจ และร่วมสวดส่งอัลมะละฮุม คืนแก่องค์อัลลอฮฺ จากนั้น โต๊ะอิหม่ามจึงเดินทางมาถึง และเข้าพูดคุยกับตำรวจอยู่นานก่อนเคลื่อนย้ายร่างไร้ลมหายใจของทั้งสองรีบไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยเร็ว ท่ามกลางเสียงกร่นด่าเป็นระยะๆ

ความไม่สงบภาคใต้เกิดขึ้นต่อเนื่องและรุนแรง โดยฝ่ายผู้มีอำนาจไม่เคยคิดจะลงพื้นที่เพื่อให้มองเห็นสภาพที่แท้จริงแทนการมองจากการบันทึกภาพ เพราะอารมณ์คนในขณะเกิดเหตุเป็นอย่างไร ไม่มีใครจะเข้าใจได้เท่าคนที่ได้อยู่ในเหตุการณ์

กุโบร์ คือ สุสานของมุสลิมที่ไร้ลมหายใจ การทำให้สุสานเปื้อนเลือด ย่อมจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเมืองนี้แน่นอน แม้ฉันจะเป็นมุสลิมในกทม.แต่เลือดมุสลิมไม่เคยต่างกัน ยามใดที่เลือดเปื้อนดินกุโบร์ นั่นคือสิ่งเตือนเหตุร้ายที่กำลังจะตามมาอย่างน่ากลัว.......

หลังจากเหตุลอบยิงในกุโบร์ เหตุฆ่ารายวันก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉันได้แต่นั่งมองภาพข่าวทางโทรทัศน์ที่รายงานเหตุคนร้ายลอบยิงทหารชุดคุ้มครองครู ชาวบ้านที่ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากมัสยิดเพื่อกลับบ้าน สภาพศพถูกยิงอย่างไม่ปรานี ฉันปิดโทรทัศน์พลางถอนหายใจอย่างอ่อนล้า นี่หรือด้ามขวานไทย ผู้ที่มีอำนาจเขาทำอะไรกันอยู่ ไม่เร่งมาแก้ปัญหานี้ หรือต้องรอให้ขวานไร้ด้ามเสียก่อน...

ขณะกำลังปล่อยใจล่องลอยไปไกล แว่วเสียงรถจักรยานยนต์ดับเครื่องหน้าบ้านพอดี จึงรีบลุกขึ้นโผล่มองผ่านหน้าต่างด้วยใจระทึก แต่เหมือนผู้มาเยือนจะทราบถึงความคิดของฉัน... เสียงตะโกนเรียกชื่อดังขึ้น ทำให้ฉันคลายความกังวลได้ทันที "แหม หมวดนที หายดีแล้วเหรอคะ" ฉันรีบวิ่งมาต้อนรับรวดเร็ว

"ครับ ขอโทษที่ทำให้ตกใจ" หมวดนทียิ้มอย่างอ่อนโยน

"รู้ได้ยังไงคะ ว่า มีนตกใจ" ฉันแสดงสีหน้าสงสัยว่าตำรวจนายนี้เก่งขนาดอ่านใจคนออกได้ แต่แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาจากใบหน้าเปื้อนยิ้มของผู้หมวดคนเก่ง...แม้เป็นรอยยิ้มธรรมดาๆ แต่แปลกกลับทำให้ฉันมีกำลังใจและรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยและอบอุ่น ช่างคล้ายความรู้สึกที่ฉันเคยได้รับจากภัทรดนัย ...นัยคะ กำลังจะบอกอะไรฉันกันแน่....ฉันมองหน้าผู้หมวดพลางนึกไปถึงชายคนรัก จนไม่ทันได้คิดว่า ฉันกำลังจ้องหน้าหมวดนทีอยู่

จากใบหน้าที่ยิ้มแย้ม หมวดนทีหุบยิ้มลงก่อนเปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที "วันนี้ ผมต้องลงพื้นที่ คุณจะไปด้วยกันไหม อาจต้องแวะไปพบอิหม่ามด้วย"

"ดีเลยค่ะ หมวด มีนกำลังอยากพบชาวบ้านพอดี โดยเฉพาะผู้นำศาสนา รอมีนครู่เดียวนะคะ" ฉันวิ่งหายเข้าไปในห้องและเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาพร้อมออกเดินทาง แต่ก่อนออกจากบ้าน ผู้หมวดคนเก่งถอดเสื้อแจ๊คเก็ตออกและถอดเสื้อเกราะกันกระสุนส่งให้ฉัน สวมใส่ป้องกันตัว ฉันพยายามส่ายหน้าปฏิเสธ แต่หมวดนทีไม่ฟังคำค้านสวมให้ฉันเองและบังคับให้ฉันสวมแจ๊คเก็ตทับอีกตัว จากนั้น ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง

"แวะคุยกับโต๊ะครูก่อนดีไหมครับ" หมวดขอความเห็นซึ่งฉันเพียงพยักหน้ารับ เพราะรู้สึกแปลกเหมือนมีใครสักคนขับรถตามมาติดๆ จึงพยายามสังเกตจากกระจกรถจักรยานยนต์ของหมวด จนกระทั่งถึงบ้านไม้หลังหนึ่ง รายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม ภายนอกอาจดูร่มรื่นแต่เมื่อเดินเข้ามาภายในบริเวณบ้านกลับดูลึกลับน่าเกรงขาม ฉันกับหมวดยืนรออยู่ไม่ถึง 5 นาที ปรากฏชายชราวัย 70 ปี เดินออกมาจากด้านหลังตัวบ้าน ชายชราชวนให้นั่งลงหน้าบ้าน พลางส่งยิ้มแสดงไมตรี

"อัสซาลามมุอาลัยกุมค่ะ โต๊ะครู"ฉันใช้สองมือจับมือชายชราก่อนค่อยๆ ดึงกลับมาวางบนจมูกแสดงการทักทายแบบชาวมุสลิม

"วลัยกุมวัสซาลาม" เสียงโต๊ะครูตอบเบาๆ ในลำคอและแสดงการทักทายเช่นกัน
แต่โต๊ะครูใช้เพียงมือข้างเดียวด้วยเป็นผู้ใหญ่กว่า

"สวัสดีครับ นี่คือคุณมีนที่ผมเคยเล่าให้ครูฟังแล้วไงครับ" หมวดนทีแนะนำคล่องแคล่ว ชายชราที่ได้รับการขานสรรพนามว่าโต๊ะครู ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตร

เสียงสนทนาด้วยภาษาที่เป็นกันเอง เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งเรื่องของความเชื่อ ศาสนกิจของแต่ละศาสนา รวมถึงความสัมพันธที่เคยผูกพันกันระหว่างหน่วยงานราชการกับประชาชน ที่นับวันจะลดน้อยลงๆ โต๊ะครูเล่าด้วยน้ำเสียงแสดงความห่วงใย และยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า เหตุความไม่สงบในปัจจุบันนั้นแตกต่างไปแล้ว

...ซวบ...เสียงสาวเท้าบนกองใบไม้บริเวณหน้าบ้านโต๊ะครู ทำให้โต๊ะครูหยุดชะงัก ทุกคนเงียบกริบ เสียงฝีเท้าก็เงียบลงเช่นกัน หมวดนทีกระชับปืนเตรียมพร้อมลั่นไก พลางทำสัญญาณมือให้ฉันพาโต๊ะครูหาที่หลบกำบังที่ปลอดภัย แต่เสียงฝีเท้าหยุดนิ่งไป หมวดนที ค่อยๆ เดินสำรวจรอบบริเวณบ้าน แต่ไม่ปรากฏร่องรอยผู้มาเยือน

ฉันได้แต่นึกในใจว่า คงต้องเป็นคนที่ตามเรามาตลอดทางแน่ๆ และถ้าคิดไม่ผิดพลาด เขาน่าจะเป็น อาดัม

"มีคนตามเรามาแน่ๆ คุณมีน ไปกันดีกว่าครับ" หมวดนทีตรงไปที่รถจักรยานยนต์คู่ใจสตาร์ทเครื่องรอ ฉันลาโต๊ะครูก่อนกลับ พลางขอให้ผู้หมวดส่งตำรวจมาดูแลความปลอดภัยโต๊ะครูทันที เพราะฉันไม่แน่ใจว่า ผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญจะได้ยินเรื่องราวต่างๆ ที่โต๊ะครูได้เล่าออกมาหรือไม่

หมวดนทีเร่งเครื่องด้วยความเร็วสูง จนทำให้ฉันผงะหงายหลังไม่ทันตั้งตัว แต่หมวดนทีได้คว้าข้อมือฉันไว้ก่อนจับมาโอบเอวเขา "จับแน่นๆ ผมว่าเราชักจะไม่ปลอดภัยซะแล้วครับ"

แม้หมวดจะเร่งความเร็วสูงมากเพียงใด ฉันก็ยังมองเห็นรถติดตามอยู่ห่างๆ ไม่เหมือนการติดตามเพื่อหวังปองร้ายกลับคล้ายตามดูแลรักษาความปลอดภัย หมวดนทีเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมที่จะไปพบชาวบ้าน หันเหกลับไปยังสภ.เมืองนราธิวาส แม้ไม่มีคำอธิบายแต่ฉันเข้าใจดี จึงไม่คิดเอ่ยปากถาม


หมวดจอดรถอย่างรวดเร็วแล้วรีบดึงมือฉันให้ขึ้นไปบนโรงพักทันที "ผมต้องขอโทษด้วยที่พาคุณมีนไปตาม แผนเดิมไม่ได้" หมวดนที กล่าวขอโทษด้วยสีหน้าเสียใจอย่างมาก ฉันเพียงแต่พยักหน้าและยิ้มอย่างเข้าใจ

"หมวดคะ มีนว่า เขาไม่ได้ประสงค์ร้ายกับเรา มีนเห็นเขาตามเรามาตั้งแต่ออกจากบ้าน" ฉันพยายามทำเสียงให้เป็นปกติแต่มันก็ยังคงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น

"อาดัมใช่ไหมครับ" หมวดนทีถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"มีนคิดว่าน่าจะใช่นะคะ แต่มีนไม่แน่ใจว่าเขาต้องการจะบอกอะไรเรา"

"หรือจะมาบอกว่า...."หมวดนทีนิ่งไปอึดใจ ก่อนวิ่งลงจากโรงพักสตาร์ทรถคู่ใจออกไปโดยไม่บอกกล่าวใคร บรรดาตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาต่างติดตามไปทันควัน ฉันเองก็ไม่รอช้า ตามขึ้นรถ ด.ต.คนสนิทผู้หมวดอย่างรวดเร็วเช่นกัน


หน้าบันไดบ้านของชายชราผู้ที่ฉันเพิ่งมาเยือน เต็มไปด้วยคราบเลือดสดๆ เป็นทางลากยาวไปในสวนหลังบ้านที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม และคราบเลือดได้หยุดอยู่ที่บริเวณบ่อน้ำ ภาพที่เห็นเบื้องหน้าช่างเป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทยแสนสงบ ชายชราผู้ใจดีกลับกลายเป็นร่างไร้วิญญาณ และไร้ศีรษะ

"อัลลอฮฺอักบัร ช่างเหี้ยมโหดเหลือเกิน ครูคะ มีนมาทำให้ครูต้องเป็นแบบนี้ มีนขอโทษค่ะ ครูคะ มีนสัญญาว่า มีนจะเอาความสงบกลับคืนมาให้ได้" ฉันสะอื้นไห้ข้างศพโต๊ะครูผู้ใจดี

"อาดัม คุณกำลังจะบอกอะไรฉัน ทำไม ต้องทำร้ายคนบริสุทธิ์ พวกคุณต้องการอะไรกันแน่ คุณกำลังจะทำให้ฉันท้อแท้และล้มเลิกความคิดใช่ไหม ไม่มีวันๆ ไม่มีทาง" ฉันตะโกนร้องคล้ายคนบ้า แต่ฉันรู้ว่า คนที่ฉันพูดด้วยเขาได้ยินแน่นอน

ร่างไร้วิญญาณของอีกหนึ่งผู้บริสุทธิ์ถูกนำไปฝังในกุโบร์ และนี่จะไม่ได้ผู้บริสุทธิ์รายสุดท้าย เพราะเมื่อกุโบร์เปื้อนเลือด จะต้องมีผู้สูญเสียอีกมากมาย ฉันไม่อาจไปร่วมพิธีอำลาโต๊ะครูอันเป็นที่รักของชาวบ้านได้ ฉันไม่อาจไปด้วยน้ำตานองหน้าและความรู้สึกผิดเต็มหัวใจ


ฉันกลับมานั่งร้องไห้เพียงลำพังในบ้านพัก สะอื้นไห้กับความอ่อนแอ โง่เขลาและเอาแต่ใจของตัวเองที่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน ท่ามกลางคำห้ามและยับยั้งของผู้ที่หวังดี ฉันกำลังทำอะไร... ฉันเพียงต้องการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อชนชาวไทยให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียว ฉันผิดตรงไหน ใช่ ! ฉันเพียงคนเดียว ไม่อาจรวมชาติไทยได้ แต่ฉันกำลังเริ่ม เริ่มประสานรอยร้าวที่รอวันแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่การประสานรอยร้าว ไม่ใช่จะใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนได้ เพราะหากไม่ระวังและประสานรอยด้วยความเร่งรีบและหนักมือ จะยิ่งทำให้แตกเร็วขึ้น

ปัง...ประตูเปิดออกจากแรงถีบ ชายหนุ่มชุดดำถือปืนจ้องปลายกระบอกมาที่ฉัน เสียงดังคลิก เตรียมเหนี่ยวไกปืน ...ปัง...เสียงปืนดังมาจากด้านหลังชายถือปืนเบื้องหน้าฉัน ร่างล้มลงนอนแน่นิ่ง และปรากฏร่างชายอีกคนที่ฉันคุ้นเคย

"อาดัม คุณช่วยฉัน"

"รีบไปเถอะ พวกเขากำลังมา ...มาเก็บคุณ"อาดัมดึงมือให้ฉันลุกขึ้น ชี้มือให้ฉันวิ่งหนีไป แต่ฉันยังลังเล ห่วงหน้าพะวงหลัง อาดัมเดินเข้ามาดึงมือฉันให้วิ่งตาม จนมาถึงหน้าบ้านพักนายตำรวจคนเก่ง หมวดนที อาดัมจึงปล่อยมือฉัน พลางขอร้องผ่านสายตาอันแสนห่วงใยให้ฉันรีบเข้าไป และก่อนที่ฉันจะก้าวเข้าบริเวณบ้านผู้หมวดนที

"ชาติไทยไม่เคยแตกแยก เรายังคงเป็นขวานทองตลอดมาและตลอดไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับนักข่าวตัวเล็กๆ อย่างคุณ ที่จะมารวมเลือดเนื้อชนชาวไทย ผู้มีอำนาจไม่เคยคิดอย่างคุณ พวกเราถูกทอดทิ้งมานานแล้ว สิ่งที่ทำให้ความไม่สงบยังคงอยู่ มันมีอะไรแอบแฝงมากกว่าที่คุณคิด" อาดัมหันหลังเดินหายไปในป่ารกทึบ โดยไม่หันมามองฉัน และหลังจากวันนั้น ฉันไม่เคยได้พบหน้าเขาอีก

ฉันยังคงเฝ้าหาคำตอบจากผืนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าพื้นที่สีแดง โดยไม่คิดกลัวอันตรายที่ฉันเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ฉันจะรู้ดีว่า อาดัม จะคอยช่วยเหลือฉัน แต่ฉันยังคงไปพบปะพูดคุยกับชาวบ้านแทบทุกหมู่บ้าน คอยช่วยเหลือทวงถามความเป็นธรรม โดยหวังว่าสักวัน ฉันจะได้รับคำตอบ....เพราะอะไรความไม่สงบยังคงอยู่?

(มีนา ยังไม่อาจรวมชาติไทยได้ ลำพัง ทุกคนต่างหากที่ต้องช่วยกัน ขวานทอง หากไม่มีด้าม จะเป็นขวานได้อย่างไร จริงไหม?)

ฉันค่อยๆ เปิดจดหมายช้าๆ เพราะไม่แน่ใจว่าเจ้าของจดหมายและนมอุ่นๆ แก้วนี้ ต้องการอะไร และเป็นใคร จึงได้รู้ว่าฉันพักอยู่ที่ห้องนี้....ลายมืออ่านง่ายไม่คุ้นตา แต่เมื่อฉันกวาดสายตาไปบรรทัดสุดท้ายเพียงหวังได้เห็นชื่อเจ้าของจดหมาย ทำให้ฉันถึงกับเกิดอาการสะดุ้งเล็กน้อยก่อนรีบย้อนกลับไปอ่านช้าๆ ทีละบรรทัด

ถึง....คุณมีนา

หากคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แสดงว่า คุณได้รับนมอุ่นๆ จากบริกรของโรงแรมแล้ว ผมขอให้คุณดื่มนมอย่างสบายใจได้ เพราะผมไม่เคยประสงค์จะเอาชีวิตของคุณ ความจริงผมอยากเล่าเรื่องราวทั้งหมดต่อหน้าคุณ แต่ผมคงไม่อาจทนมองหน้าคุณได้ ด้วยความละอายใจที่คุณให้ความไว้วางใจผมอย่างมาก จนทำให้ผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่จำต้องทำให้คุณบาดเจ็บหรือหวาดกลัว ผมต้องเริ่มต้นด้วยคำว่าขอโทษ ผมอยากบอกคุณว่า หากคุณจะเปลี่ยนใจกลับ กทม.ไปซะ ผมคงจะสบายใจเหลือเกิน แม้ผมจะเป็นหนึ่งในขบวนการที่พวกคุณเรียกว่า กลุ่มก่อความไม่สงบ แต่ผมไม่เคยคิดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ สื่อมวลชนไม่ใช่เป้าหมายของพวกเรา แต่เหตุที่เกิดกับคุณ เพียงแค่ต้องการปรามให้คุณหยุดและล้มเลิกความคิดที่จะมาหวังแก้ไขปัญหาภาคใต้ คุณมีน ผมไม่อยากเห็นคุณต้องตกอยู่ในอันตราย กลับไปเถอะครับ ปัญหาภาคใต้ไม่ได้แก้ได้ง่ายๆ เพียงอาศัยเวลาแค่ไม่กี่ปี
เราถูกปล่อยให้ต่อสู้มาโดยลำพังนานแล้ว อย่าตัดสินปัญหาภาคใต้ว่าเป็นเพียงเรื่องการแบ่งแยกดินแดนกลับไปเป็นรัฐปัตตานี ผมว่านั่นคือความคิดที่ตื้นเกินไป มือคุณมีนเพียงสองมือไม่สามารถแก้ปมนี้ได้หรอกครับ ผมคงบอกอะไรไม่ได้มากกว่านี้ และผมคงไม่อาจดูแลคุณได้อีก เพราะจดหมายฉบับนี้ได้เปิดเผยตัวตนของผมเสียแล้ว แต่ผมเชื่อว่า หมวดนที จะดูแลคุณได้อย่างดี

อีกเรื่องที่ผมขอสารภาพว่า เหตุระเบิดรถตู้นั้น ผมทราบว่าพวกเราได้วางระเบิดไว้ใต้รถตู้ ซึ่งผมจะต้องเป็นคนส่งสัญญาณให้กดเมื่อคุณอยู่บนรถ แต่ผมทำไม่ได้ เพราะครั้งแรกที่ผมได้เห็นหน้าคุณ ผมก็ตัดสินใจว่า ผมจะต้องปกป้องคุณให้พ้นอันตราย วันนั้น ผมจึงตั้งใจลงจากรถไปด้วย และค่อยส่งสัญญาณเมื่อคุณพ้นรัศมีรถตู้ไปแล้ว แต่ความแรงของระเบิดมันทำให้กระจกแตกกระจาย ผมไม่อาจทนเห็นใบหน้าอันงดงามของคุณต้องเสียโฉม ผมจึงบังร่างคุณไว้

ส่วนคนที่ออกมายิงปืนขึ้นฟ้า ห้ามพวกกลุ่มบ้าระห่ำเหล่านั้นไม่ให้เข้าใกล้รถที่คุณนั่งอยู่ ก็คือ ผม และผมก็เชื่อว่า คุณน่าจะคุ้นเสียง ผมต้องขอโทษอีกครั้ง และขอย้ำอีกครั้งว่าคุณควรจะกลับไป ผมไม่ทำร้ายคุณ เชื่อเถอะครับ


ระวังตัวด้วย

อาดัม

อ่านจนจบกระบวนความแล้ว ฉันยังคงย้อนกลับไปอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะความไม่เข้าใจว่า ทำไม เกลือที่เป็นหนอน กลับกลายเป็นมิตร ที่ฉันไม่เคยคิดจะระแวงสงสัย เพราะอะไร ฉันพับจดหมายเก็บลงซองเช่นเดิม พลางเอนลงนอนอย่างอ่อนแรง ใช่ ! ปัญหาภาคใต้ฉันคนเดียวไม่อาจแก้ได้ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งได้ ฉันอยากเจอเธอ อาดัม ฉันอยากรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่....

...................................................

ด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนแรง จากการถูกมัดแขนขาไวนาน เมื่อตื่นขึ้นมารับอากาศเช้าวันใหม่ ฉันรู้สึกได้ถึงอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว ขณะกำลังค่อยๆ บีบนวดให้คลายเมื่อย เสียงกริ่งโทรศัพท์ส่งเสียงแหลมลึก ทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัว รีบเอื้อมมือไปรับทันที "คุณมีนาครับ ต้องขอโทษที่โทรมารบกวนแต่เช้า แต่เพื่อความปลอดภัยครับ หวังว่าผมคงไม่ทำให้คุณรำคาญ" เสียงผู้กำกับ สภ.เมืองนราธิวาส สอบถามด้วยความห่วงใย

"ไม่ค่ะ มีนเองต้องขอบคุณต่างหาก จะรำคาญได้ยังไงคะ แล้วหมวดนทีเป็นยังไงคะ รู้สึกตัวหรือยัง งั้นเดี๋ยวรอมีนสักครู่นะคะ มีนขอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะลงไปคะ" ฉันรีบวางโทรศัพท์ลงโดยไม่รอฟังคำตอบจากฝ่ายตรงข้าม จัดการธุระส่วนตัวด้วยความรวดเร็วเพียงไม่ถึงชั่งโมง ฉันก็ปรากฏตัวหน้าล็อบบี้โรงแรม ยังไม่ทันที่ผู้กำกับคนดีจะดื่มกาแฟหมดถ้วย

"ไปโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ มีนอยากรู้ว่า ผู้หมวดรู้สึกตัวหรือยัง"ฉันส่งยิ้มหวานเชิงขอร้อง ซึ่งผู้กำกับก็ไม่ปฏิเสธให้ฉันต้องเสียกำลังใจ เสียงเครื่องยนต์คำรามได้เพียงอึดใจใหญ่ ก็มาถึงหน้าโรงพยาบาล

"ขอมีนลงไปก่อนนะคะ มีนจะได้รู้ว่า ผู้หมวดฟื้นหรือยัง" ฉันไม่ขอคำตอบเช่นเคย เปิดประตูรถรีบวิ่งไปเหมือนเด็กที่กำลังดีใจทีจะได้เจอเพื่อน

ด้วยความลืมตัวฉันวิ่งผ่านสวนมุ่งหน้าไปที่ห้องฉุกเฉิน เสียงรองเท้ากระทบพื้นกระเบื้องส่งเสียงตึงๆ จนนางพยาบาลหันมามองด้วยสายตาไม่พอใจ จริงซิ นี่คือสถานที่ที่ต้องการความเงียบสงบ แต่กว่าจะคิดได้ฉันก็ถึงหน้าห้องฉุกเฉินเสียแล้ว ประจวบพอดีกับคุณหมอเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน

"ผู้หมวดเป็นไงบ้างคะ รู้สึกตัวหรือยัง"

"ครับ แต่หมอขอให้เขาพักอีกสักครู่ ช่วงบ่ายๆ คุณค่อยมาเยี่ยมจะดีกว่าครับ" คุณหมอพูดจบก็เดินจากไป ปล่อยให้ฉันยืนงงนิ่งอยู่คนเดียว

"คุณมีนา ไงครับ ลูกน้องผมเป็นไงบ้าง" เสียงผู้กำกับปลุกให้ฉันกลับมาได้สติ

"คะ เอ่อ...คุณหมอว่า รู้สึกตัวแล้ว แต่ว่าให้มาเยี่ยมช่วงบ่ายๆ น่ะค่ะ"

"งั้นเราไปทานข้าวกันก่อนดีไหมครับ"ผู้กำกับเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง แต่ฉันต้องขอปฏิเสธ อย่างไม่กลัวว่าผู้กำกับจะโกรธเคือง เพราะเวลานี้ฉันอยากอยู่คนเดียวมากกว่า ผู้กำกับค้อมตัวน้อยๆ เชิงลากลับและเดินจากไป

ฉันเดินทอดน่องปล่อยความคิดล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย คิดถึงข้อความในจดหมายของอาดัม พลางถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย นั่งลงบนเก้าอี้ยาว ที่ตั้งกลางสวน มองน้ำตกที่อยู่ตรงหน้า แต่แล้ว....ฉันรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองฉัน ฉันรีบหันหลังกลับมอง ปรากฏร่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่ฉันคุ้นหน้าเขาเป็นอย่างดี

"อาดัม ! " ฉันร้องด้วยความตกใจระคนดีใจ เพราะนี่คือโอกาสที่ฉันจะได้คลายข้อสงสัยเสียที

ฉันพยายามเพ่งมองดวงตาคมเข้มอย่างตั้งใจ แต่ขณะกำลังจะเอ่ยปากเรียกผู้มาเยือน เสียงนางพยาบาลตะโกนเรียกชื่อฉัน ทำให้ต้องเหลียวมองต้นเสียง และเมื่อหันกลับมาอีกครั้งดวงตาคู่นั้นหายไปเสียแล้ว เขากำลังจะมาบอกอะไร เขามาเพื่อต้องการอะไร...

"คุณนักข่าวคะ หมวดนทีฟื้นแล้วนะคะ" นางพยาบาลคนสวยเดินมาจับแขนฉันเบาๆ แต่กลับทำให้ฉันสะดุ้งเฮือก ฉันรีบมุ่งตรงไปยังห้องฉุกเฉินโดยเร็วทันพอดีกับที่บุรุษพยาบาลเข็นเตียงผู้หมวดนทีออกมา ฉันส่งยิ้มกว้าง พลางเดินเข้าไปใกล้ "หมวดคะ คุณดีขึ้นแล้ว ดีจังเลย มีนจะได้ไม่รู้สึกผิดอีก" ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงรอยยิ้มแหยๆ จากผู้หมวดคนเก่ง

ฉันคอยดูแลผู้หมวดนทีอย่างใกล้ชิด เพราะไม่อยากตกเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องบาดเจ็บหนัก "ไม่ต้องดูแลผมขนาดนี้ก็ได้ครับ มันเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องคอยรักษาความปลอดภัยของประชาชนอยู่แล้ว ไม่เฉพาะแต่คุณหรอกที่ผมต้องดูแล" หมวดนทีพยายามส่งเสียงพูดแต่ฟังดูแหบแห้ง

"ค่ะ มีนเข้าใจ แต่ว่าขอมีนได้ทำเถอะค่ะ เพื่อความสบายใจ" ฉันส่งสายตาวิงวอน พลางส่งแอบเปิ้ลที่ปอกเปลือกแล้วให้หมวดนที แต่ด้วยเกรงว่าบรรยากาศจะเงียบเกินไป จึงเอื้อมมือไปหยิบรีโมทเปิดดูข่าว แต่แล้วยิ่งทำให้ต้องสลดใจมากขึ้น ข่าวความไม่สงบ 3 จังหวัดภาคใต้เกิดขึ้นรุนแรงทุกวัน ฉันถอนใจยาวด้วยความเหนื่อยอ่อน

"เมื่อไหร่จะหมดปัญหาเหล่านี้สักที ผมสงสารประชาชนที่สุด เดือดร้อนมากๆ ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความเป็นอยู่" หมวดนทีบ่นพึมพำ ฉันได้แต่ส่งยิ้มน้อยๆ พลางเดินไปล้างมือในห้องน้ำ เสียงผู้ประกาศข่าวยังคงรายงานข่าวความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ฉันเดินออกมาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟายาวอย่างอ่อนแรง

"ผมว่า คุณน่าจะกลับ กทม.ไปเถอะครับ ที่นี่มันเกินเยียวยาเสียแล้ว" หมวดนที ลุกขึ้นนั่งมองฉันด้วยสายห่วงใย

"ไม่ค่ะ มีนตั้งใจแล้วจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ เราทุกคนต้องช่วยกัน คนไทยทุกคนต้องรวมเป็นหนึ่ง มีนไม่เชื่อหรอกว่าเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เพียงแค่ความต้องการแบ่งแยกเป็นรัฐปัตตานี นั่นเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีทางจะเป็นได้อีก มีนคิดว่า เหตุการกระทำที่เลวร้ายไม่เว้นแม้เด็กและคนแก่ มันต้องมีอะไรมากกว่านี้" ฉันพรั่งพรูคำพูดภายในใจออกมาจนหมด หมวดนทีนั่งนิ่งอยู่นานก่อนล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แสร้งมองไปที่หน้าจอโทรทัศน์

ปัง! เสียงวัตถุบางอย่างกระทบประตูอย่างแรง ฉันรีบเปิดออกดูโดยไม่ทันระวังตัว แต่โชคดีที่ไม่มีใคร มีเพียงเศษกระดาษขย้ำหุ้มก้อนหินก้อนเล็กอยู่หน้าห้อง...

(-อย่า ! แม้แต่จะคิด อย่า ! แม้แต่จะสงสัย กลับไป ไม่ใช่หน้าที่คุณ เชื่อเรา-)นั่นคือข้อความในกระดาษ ฉันส่งให้หมวดนทีอ่านอีกครั้ง หมวดยังคงขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่สำหรับฉันรู้ดีว่าคือคำเตือนจากใคร...

(หัวผักกาดกลับมาแล้ว ขอโทษที่หายไปนาน เพราะช่วงนี้ยุ่งมากๆ ความไม่สงบลุกลามไปใหญ่แล้ว คงต้องค่อยๆ นำเสนอผ่านเรื่องสั้นนี่ล่ะ เพื่อให้ทุกคนได้รวมกันเป็นหนึ่งเสียที แล้วนี่...เป็นการเตือนอีกหนึ่งครั้ง จดหมายลึกลับจากคนที่มีนาเท่านั้นจะรู้ว่าเป็นใคร เพื่อนๆ พี่ๆ รู้ไหมคะ ลองทาย)

 

edit @ 7 Apr 2008 01:00:32 by เด็กขี้อวด