ฉันพยายามลืมตาขึ้นแต่กลับพบว่ามันไม่สามารถเปิดเปลือกตาได้...นี่ฉันถูกปิดตาหรือนี่ พยายามขยับแขนขาที่รู้สึกได้ว่าถูกมัดด้วยเชือกหรือผ้าอะไรสักอย่าง จริงซิ...ความคิดพลุ่งพล่าน ฉันเริ่มอ้าปากหวังตะโกนสุดเสียงแต่...เอ๊ะ นี่ฉันถูกปิดปากไว้ด้วย

"อย่าพยายามดิ้นรนเลย ฟังเรา อย่ามายุ่งที่นี่ กลับไป ไม่อย่างนั้นจะโดนมากกว่านี้" เสียงเตือนอันดุดันดังขึ้นใกล้ๆ ก่อนมีมืออันหยาบกร้านค่อยๆ ลูบใบหน้าฉันเบาๆ แต่กลับทำให้ฉันรู้สึกสะท้านหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ แต่ก็พยายามส่งเสียงอู้อี้ผ่านผ้าที่มัดไว้

"ไม่ต้องพยายาม เราไม่อยากฟัง อีกสักพัก คงมีคนมาช่วย จำไว้ อย่ามายุ่งอีก" สิ้นเสียงกร้าวแข็ง เสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างไกลออกไป...ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำอีกครั้ง แต่แม้ความกลัวจะยังกรุ่นๆ ในใจ แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้มันมีอิทธิพลเหนือความกล้าที่จะต่อสู้เพื่อให้รอดออกไปได้ ฉันค่อยๆ เอนตัวลงนอนตะแคงกับพื้นที่เย็นเฉียบ ค่อยๆ ขยับตัวไปเรื่อยๆ

ปัง! เสียงปืนดังขึ้นข้างหน้า ทำให้ต้องหยุดชะงัก จากนั้น เสียงถีบประตูเปิดกว้าง เสียงฝีเท้าวิ่งมุ่งหน้าที่ฉัน มีมือใครสักคนช่วยแกะผ้าผูกตาและปากออก ฉันค่อยๆ ลืมตาช้าๆ ปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่าง ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

"คุณมีน เป็นยังไงบ้างครับ"หมวดนที พยุงให้ฉันลุกขึ้นยืน จ้องมองด้วยความห่วงใย ฉันเพียงแต่ส่ายศีรษะ และกระโพลกกระเพลกตามผู้หมวดคิ้วเข้มขึ้นรถตำรวจออกไปทันทีพอได้เอนหลังพิงเก้าอี้ในที่ปลอดภัยทำให้ฉันวางใจและผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

รถหยุดแล่นกะทันหัน ฉันสะดุ้งตื่น เบื้องหน้ามีต้นไม้ล้มขวางทางอยู่ หมวดนที และตำรวจอีกสามคนกระชับปืนเตรียมพร้อม "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าออกจากรถนะครับ คุณมีน ก้มหัวลงต่ำๆ" สิ้นเสียงหมวดนที เสียงปืนกระหน่ำยิงสาดมาที่รถไม่ยั้ง ผ่านไปกว่า 5 นาที ก็ปรากฏร่างชายฉกรรจ์ 5 คน
พร้อมอาวุธครบมือ สวมหมวกไหมพรมปกปิดใบหน้าให้เห็นเพียงดวงตา เดินมุ่งหน้ามายังรถพวกเรา และกราดยิงเข้ามาไม่ยั้ง กระสุนพุ่งโดนตำรวจเสียชีวิตทันที

"หมอบลงนะ คุณมีน... โอ๊ย! " เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของหมวดนที ยิ่งทำให้ฉันต้องหมอบตัวต่ำลงมากขึ้น แต่กลุ่มชายโหดเหี้ยมเหล่านั้นยังคงมุ่งหน้าเดินมา จนถึงประตูรถและเตรียมเปิดประตู....แต่แล้ว ปัง! เสียงปืนยิงขึ้นฟ้า กลุ่มชายฉกรรจ์หยุดชะงักหันกลับไปมองต้นเสียง

"พอแล้ว ไปเถอะ เขาไม่เกี่ยว เตือนเขาแล้วไม่ใช่เหรอ" เสียงเข้มตะโกนสั่งเฉียบขาดจนกลุ่มชายเหล่านั้นรีบสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันอยู่กับความตื่นตระหนกอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากวิทยุสื่อสารภายในรถ จึงรีบแจ้งเหตุด่วนอย่างไม่รีรอ

.................................................

ฉันนั่งเฝ้าหน้าห้องฉุกเฉินอย่างใจจดใจจ่อ เพราะบุคคลที่ต้องบาดเจ็บสาหัสคือผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองฉันให้รอดปลอดภัย แต่ก็แอบกลับไปนึกถึงชายผู้ออกคำสั่งที่ช่วยให้ฉันพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชพวกนั้น ที่มีเสียงฟังคุ้นหู แม้จะเปล่งพลังแข็งกร้าวแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและห่วงใย ฉันเคยได้ยินเสียงนี้ที่ไหนกัน......

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก หมอเดินออกมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด "หมอคะ ผู้หมวดเป็นยังไงบ้าง" ฉันรีบถามก่อน

"พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังต้องรอดูอาการครับ" หมอพูดสั้นก่อนเดินจากไปไร้คำอธิบายให้เข้าใจมากกว่านี้ ฉันได้แต่นั่งลงภาวนาขอองค์อัลลอฮฺคุ้มครอง "อัลลอฮุอักบัร"

เวลาแห่งการรอคอยช่างแสนยาวนาน 1 ชั่งโมง....2 ชั่วโมง....3 ชั่วโมง แล้วขณะที่ฉันกำลังจะเคลิ้มหลับพักสักงีบ เสียงรองเท้าท็อปบู๊ทกระทบพื้นดังก้อง ปลุกให้ฉันตาสว่าง เงยหน้ามองไปตามทางเดิน เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 นาย นำโดยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยศ พ.ต.อ.เดินมุ่งหน้ามาที่หน้าห้องฉุกเฉิน

"คุณมีนา ไม่เป็นไรนะครับ"ผกก.สภ.เมืองนราธิวาสถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

"ไม่ค่ะ ผู้กำกับ มีนไม่เป็นไร แต่ว่า หมวดนทีเขา...."เสียงกลับกลืนหายไปในลำคอ

ผู้กำกับเดินเข้าไปส่องดูใกล้ประตูทึบแสงหน้าห้องฉุกเฉิน พลางถอนใจอย่างอ่อนแรง และหันมามองฉันก่อนเอ่ยบอกให้ฉันกลับไปพักผ่อนก่อน และขออาสาไปส่งฉันด้วยตนเองส่วนที่นี่เขาจะให้ลูกน้องเฝ้าไว้เอง ฉันเองก็ไม่คิดจะปฏิเสธ ด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนแรงเต็มที จึงเดินตามผู้กำกับไปอย่างว่าง่าย

ผู้กำกับมาส่งฉันถึงที่โรงแรม และขอขึ้นไปส่งถึงห้องเพื่อให้วางใจว่าฉันจะปลอดภัยจริงๆ แต่ฉันปฏิเสธ เพราะเห็นว่าคงไม่เหมาะสม และคงไม่น่าจะมีอะไรในโรงแรมที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองนราธิวาส ผู้กำกับจึงยอมกลับไปอย่างหงุดหงิด หลังจากฉันยืนมองรถของผู้กำกับแล่นจากไปจนลับตา ฉันจึงได้เดินเข้าโรงแรมมุ่งตรงไปที่ลิฟต์ แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามีสายตาใครสักคนกำลังจ้องมองฉันอยู่ที่ไหนสักแห่ง

ฉันพยายามเหลียวมองหารอบตัว แต่ก็ไม่พบว่ามีใคร ภายในโรงแรมเงียบสงบเพราะเวลาย่างเข้า 02.00 น.แล้ว พอลิฟต์เปิดฉันรีบก้าวเท้าเข้าลิฟต์และกดปุ่มปิดทันที หรืออาจเป็นเพราะฉันคิดไปเอง เข้าห้องพักได้ก็ทิ้งตัวลงนอนพึ่งพาบบนเตียงนุ่มๆ พลางปล่อยใจคิดไปเรื่อยเปื่อย

ขณะที่จิตใจฉันกำลังล่องลอยไปตามจินตนาการ เสียงเคาะประตูดังขึ้นก้องกังวาน ฉันรีบเดินไปดูที่ช่องตาแมวหน้าประตู เห็นบริกรหนุ่มยืนอยู่พร้อมในมือถือถาดที่มีแก้วน้ำนมวางอยู่ ฉันค่อยๆ แง้มประตออกโดยที่ยังคล้องโซ่ไว้

"ฉันไม่ได้สั่งนี่คะ" ฉันสอบถามให้คลายความสงสัย

"ครับ มีผู้ชายคนหนึ่งสั่งไว้ พร้อมให้ยื่นจดหมายนี้ให้คุณ แล้วคุณจะทราบเองครับ" บริกรหนุ่มตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตามอุปนิสัยของผู้มีอาชีพบริการ

ฉันจึงค่อยๆ ปลดโซ่ออก และยื่นมือไปรับจดหมายพร้อมแก้วนมอุ่นๆ จากนั้น จึงรีบปิดประตู ค่อยๆ เปิดซองจดหมายสีขาวไม่ได้จ่าหน้าซองอย่างเบามือ.....


(เอ....จดหมายจากใคร แล้วใครกันคือคนที่สั่งนมอุ่นๆ มาให้มีนา รออ่านล่ะกัน)

edit @ 17 Feb 2008 19:50:35 by เด็กขี้อวด

edit @ 17 Feb 2008 19:50:58 by เด็กขี้อวด

Comment

Comment:

Tweet

ตีสอง ยังมีคนสั่งนมให้กินอีก

อิจฉาว้อยยยยยยย sad smile
สวัสดีจร้า ๆ ...

เขียนเอนทรี่ได้ยาวจริง ๆ

พี่รินอ่านก่อนนะค่ะ

เดี๋ยวมาคอมเมนท์อีกทีจ้ะ... open-mounthed smile

#1 By rinn on 2008-02-18 07:34