ฉันค่อยๆ เปิดจดหมายช้าๆ เพราะไม่แน่ใจว่าเจ้าของจดหมายและนมอุ่นๆ แก้วนี้ ต้องการอะไร และเป็นใคร จึงได้รู้ว่าฉันพักอยู่ที่ห้องนี้....ลายมืออ่านง่ายไม่คุ้นตา แต่เมื่อฉันกวาดสายตาไปบรรทัดสุดท้ายเพียงหวังได้เห็นชื่อเจ้าของจดหมาย ทำให้ฉันถึงกับเกิดอาการสะดุ้งเล็กน้อยก่อนรีบย้อนกลับไปอ่านช้าๆ ทีละบรรทัด

ถึง....คุณมีนา

หากคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แสดงว่า คุณได้รับนมอุ่นๆ จากบริกรของโรงแรมแล้ว ผมขอให้คุณดื่มนมอย่างสบายใจได้ เพราะผมไม่เคยประสงค์จะเอาชีวิตของคุณ ความจริงผมอยากเล่าเรื่องราวทั้งหมดต่อหน้าคุณ แต่ผมคงไม่อาจทนมองหน้าคุณได้ ด้วยความละอายใจที่คุณให้ความไว้วางใจผมอย่างมาก จนทำให้ผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่จำต้องทำให้คุณบาดเจ็บหรือหวาดกลัว ผมต้องเริ่มต้นด้วยคำว่าขอโทษ ผมอยากบอกคุณว่า หากคุณจะเปลี่ยนใจกลับ กทม.ไปซะ ผมคงจะสบายใจเหลือเกิน แม้ผมจะเป็นหนึ่งในขบวนการที่พวกคุณเรียกว่า กลุ่มก่อความไม่สงบ แต่ผมไม่เคยคิดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ สื่อมวลชนไม่ใช่เป้าหมายของพวกเรา แต่เหตุที่เกิดกับคุณ เพียงแค่ต้องการปรามให้คุณหยุดและล้มเลิกความคิดที่จะมาหวังแก้ไขปัญหาภาคใต้ คุณมีน ผมไม่อยากเห็นคุณต้องตกอยู่ในอันตราย กลับไปเถอะครับ ปัญหาภาคใต้ไม่ได้แก้ได้ง่ายๆ เพียงอาศัยเวลาแค่ไม่กี่ปี
เราถูกปล่อยให้ต่อสู้มาโดยลำพังนานแล้ว อย่าตัดสินปัญหาภาคใต้ว่าเป็นเพียงเรื่องการแบ่งแยกดินแดนกลับไปเป็นรัฐปัตตานี ผมว่านั่นคือความคิดที่ตื้นเกินไป มือคุณมีนเพียงสองมือไม่สามารถแก้ปมนี้ได้หรอกครับ ผมคงบอกอะไรไม่ได้มากกว่านี้ และผมคงไม่อาจดูแลคุณได้อีก เพราะจดหมายฉบับนี้ได้เปิดเผยตัวตนของผมเสียแล้ว แต่ผมเชื่อว่า หมวดนที จะดูแลคุณได้อย่างดี

อีกเรื่องที่ผมขอสารภาพว่า เหตุระเบิดรถตู้นั้น ผมทราบว่าพวกเราได้วางระเบิดไว้ใต้รถตู้ ซึ่งผมจะต้องเป็นคนส่งสัญญาณให้กดเมื่อคุณอยู่บนรถ แต่ผมทำไม่ได้ เพราะครั้งแรกที่ผมได้เห็นหน้าคุณ ผมก็ตัดสินใจว่า ผมจะต้องปกป้องคุณให้พ้นอันตราย วันนั้น ผมจึงตั้งใจลงจากรถไปด้วย และค่อยส่งสัญญาณเมื่อคุณพ้นรัศมีรถตู้ไปแล้ว แต่ความแรงของระเบิดมันทำให้กระจกแตกกระจาย ผมไม่อาจทนเห็นใบหน้าอันงดงามของคุณต้องเสียโฉม ผมจึงบังร่างคุณไว้

ส่วนคนที่ออกมายิงปืนขึ้นฟ้า ห้ามพวกกลุ่มบ้าระห่ำเหล่านั้นไม่ให้เข้าใกล้รถที่คุณนั่งอยู่ ก็คือ ผม และผมก็เชื่อว่า คุณน่าจะคุ้นเสียง ผมต้องขอโทษอีกครั้ง และขอย้ำอีกครั้งว่าคุณควรจะกลับไป ผมไม่ทำร้ายคุณ เชื่อเถอะครับ


ระวังตัวด้วย

อาดัม

อ่านจนจบกระบวนความแล้ว ฉันยังคงย้อนกลับไปอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะความไม่เข้าใจว่า ทำไม เกลือที่เป็นหนอน กลับกลายเป็นมิตร ที่ฉันไม่เคยคิดจะระแวงสงสัย เพราะอะไร ฉันพับจดหมายเก็บลงซองเช่นเดิม พลางเอนลงนอนอย่างอ่อนแรง ใช่ ! ปัญหาภาคใต้ฉันคนเดียวไม่อาจแก้ได้ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งได้ ฉันอยากเจอเธอ อาดัม ฉันอยากรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่....

...................................................

ด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนแรง จากการถูกมัดแขนขาไวนาน เมื่อตื่นขึ้นมารับอากาศเช้าวันใหม่ ฉันรู้สึกได้ถึงอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว ขณะกำลังค่อยๆ บีบนวดให้คลายเมื่อย เสียงกริ่งโทรศัพท์ส่งเสียงแหลมลึก ทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัว รีบเอื้อมมือไปรับทันที "คุณมีนาครับ ต้องขอโทษที่โทรมารบกวนแต่เช้า แต่เพื่อความปลอดภัยครับ หวังว่าผมคงไม่ทำให้คุณรำคาญ" เสียงผู้กำกับ สภ.เมืองนราธิวาส สอบถามด้วยความห่วงใย

"ไม่ค่ะ มีนเองต้องขอบคุณต่างหาก จะรำคาญได้ยังไงคะ แล้วหมวดนทีเป็นยังไงคะ รู้สึกตัวหรือยัง งั้นเดี๋ยวรอมีนสักครู่นะคะ มีนขอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะลงไปคะ" ฉันรีบวางโทรศัพท์ลงโดยไม่รอฟังคำตอบจากฝ่ายตรงข้าม จัดการธุระส่วนตัวด้วยความรวดเร็วเพียงไม่ถึงชั่งโมง ฉันก็ปรากฏตัวหน้าล็อบบี้โรงแรม ยังไม่ทันที่ผู้กำกับคนดีจะดื่มกาแฟหมดถ้วย

"ไปโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ มีนอยากรู้ว่า ผู้หมวดรู้สึกตัวหรือยัง"ฉันส่งยิ้มหวานเชิงขอร้อง ซึ่งผู้กำกับก็ไม่ปฏิเสธให้ฉันต้องเสียกำลังใจ เสียงเครื่องยนต์คำรามได้เพียงอึดใจใหญ่ ก็มาถึงหน้าโรงพยาบาล

"ขอมีนลงไปก่อนนะคะ มีนจะได้รู้ว่า ผู้หมวดฟื้นหรือยัง" ฉันไม่ขอคำตอบเช่นเคย เปิดประตูรถรีบวิ่งไปเหมือนเด็กที่กำลังดีใจทีจะได้เจอเพื่อน

ด้วยความลืมตัวฉันวิ่งผ่านสวนมุ่งหน้าไปที่ห้องฉุกเฉิน เสียงรองเท้ากระทบพื้นกระเบื้องส่งเสียงตึงๆ จนนางพยาบาลหันมามองด้วยสายตาไม่พอใจ จริงซิ นี่คือสถานที่ที่ต้องการความเงียบสงบ แต่กว่าจะคิดได้ฉันก็ถึงหน้าห้องฉุกเฉินเสียแล้ว ประจวบพอดีกับคุณหมอเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน

"ผู้หมวดเป็นไงบ้างคะ รู้สึกตัวหรือยัง"

"ครับ แต่หมอขอให้เขาพักอีกสักครู่ ช่วงบ่ายๆ คุณค่อยมาเยี่ยมจะดีกว่าครับ" คุณหมอพูดจบก็เดินจากไป ปล่อยให้ฉันยืนงงนิ่งอยู่คนเดียว

"คุณมีนา ไงครับ ลูกน้องผมเป็นไงบ้าง" เสียงผู้กำกับปลุกให้ฉันกลับมาได้สติ

"คะ เอ่อ...คุณหมอว่า รู้สึกตัวแล้ว แต่ว่าให้มาเยี่ยมช่วงบ่ายๆ น่ะค่ะ"

"งั้นเราไปทานข้าวกันก่อนดีไหมครับ"ผู้กำกับเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง แต่ฉันต้องขอปฏิเสธ อย่างไม่กลัวว่าผู้กำกับจะโกรธเคือง เพราะเวลานี้ฉันอยากอยู่คนเดียวมากกว่า ผู้กำกับค้อมตัวน้อยๆ เชิงลากลับและเดินจากไป

ฉันเดินทอดน่องปล่อยความคิดล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย คิดถึงข้อความในจดหมายของอาดัม พลางถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย นั่งลงบนเก้าอี้ยาว ที่ตั้งกลางสวน มองน้ำตกที่อยู่ตรงหน้า แต่แล้ว....ฉันรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองฉัน ฉันรีบหันหลังกลับมอง ปรากฏร่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่ฉันคุ้นหน้าเขาเป็นอย่างดี

"อาดัม ! " ฉันร้องด้วยความตกใจระคนดีใจ เพราะนี่คือโอกาสที่ฉันจะได้คลายข้อสงสัยเสียที

ฉันพยายามเพ่งมองดวงตาคมเข้มอย่างตั้งใจ แต่ขณะกำลังจะเอ่ยปากเรียกผู้มาเยือน เสียงนางพยาบาลตะโกนเรียกชื่อฉัน ทำให้ต้องเหลียวมองต้นเสียง และเมื่อหันกลับมาอีกครั้งดวงตาคู่นั้นหายไปเสียแล้ว เขากำลังจะมาบอกอะไร เขามาเพื่อต้องการอะไร...

"คุณนักข่าวคะ หมวดนทีฟื้นแล้วนะคะ" นางพยาบาลคนสวยเดินมาจับแขนฉันเบาๆ แต่กลับทำให้ฉันสะดุ้งเฮือก ฉันรีบมุ่งตรงไปยังห้องฉุกเฉินโดยเร็วทันพอดีกับที่บุรุษพยาบาลเข็นเตียงผู้หมวดนทีออกมา ฉันส่งยิ้มกว้าง พลางเดินเข้าไปใกล้ "หมวดคะ คุณดีขึ้นแล้ว ดีจังเลย มีนจะได้ไม่รู้สึกผิดอีก" ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงรอยยิ้มแหยๆ จากผู้หมวดคนเก่ง

ฉันคอยดูแลผู้หมวดนทีอย่างใกล้ชิด เพราะไม่อยากตกเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องบาดเจ็บหนัก "ไม่ต้องดูแลผมขนาดนี้ก็ได้ครับ มันเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องคอยรักษาความปลอดภัยของประชาชนอยู่แล้ว ไม่เฉพาะแต่คุณหรอกที่ผมต้องดูแล" หมวดนทีพยายามส่งเสียงพูดแต่ฟังดูแหบแห้ง

"ค่ะ มีนเข้าใจ แต่ว่าขอมีนได้ทำเถอะค่ะ เพื่อความสบายใจ" ฉันส่งสายตาวิงวอน พลางส่งแอบเปิ้ลที่ปอกเปลือกแล้วให้หมวดนที แต่ด้วยเกรงว่าบรรยากาศจะเงียบเกินไป จึงเอื้อมมือไปหยิบรีโมทเปิดดูข่าว แต่แล้วยิ่งทำให้ต้องสลดใจมากขึ้น ข่าวความไม่สงบ 3 จังหวัดภาคใต้เกิดขึ้นรุนแรงทุกวัน ฉันถอนใจยาวด้วยความเหนื่อยอ่อน

"เมื่อไหร่จะหมดปัญหาเหล่านี้สักที ผมสงสารประชาชนที่สุด เดือดร้อนมากๆ ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความเป็นอยู่" หมวดนทีบ่นพึมพำ ฉันได้แต่ส่งยิ้มน้อยๆ พลางเดินไปล้างมือในห้องน้ำ เสียงผู้ประกาศข่าวยังคงรายงานข่าวความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ฉันเดินออกมาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟายาวอย่างอ่อนแรง

"ผมว่า คุณน่าจะกลับ กทม.ไปเถอะครับ ที่นี่มันเกินเยียวยาเสียแล้ว" หมวดนที ลุกขึ้นนั่งมองฉันด้วยสายห่วงใย

"ไม่ค่ะ มีนตั้งใจแล้วจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ เราทุกคนต้องช่วยกัน คนไทยทุกคนต้องรวมเป็นหนึ่ง มีนไม่เชื่อหรอกว่าเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เพียงแค่ความต้องการแบ่งแยกเป็นรัฐปัตตานี นั่นเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีทางจะเป็นได้อีก มีนคิดว่า เหตุการกระทำที่เลวร้ายไม่เว้นแม้เด็กและคนแก่ มันต้องมีอะไรมากกว่านี้" ฉันพรั่งพรูคำพูดภายในใจออกมาจนหมด หมวดนทีนั่งนิ่งอยู่นานก่อนล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แสร้งมองไปที่หน้าจอโทรทัศน์

ปัง! เสียงวัตถุบางอย่างกระทบประตูอย่างแรง ฉันรีบเปิดออกดูโดยไม่ทันระวังตัว แต่โชคดีที่ไม่มีใคร มีเพียงเศษกระดาษขย้ำหุ้มก้อนหินก้อนเล็กอยู่หน้าห้อง...

(-อย่า ! แม้แต่จะคิด อย่า ! แม้แต่จะสงสัย กลับไป ไม่ใช่หน้าที่คุณ เชื่อเรา-)นั่นคือข้อความในกระดาษ ฉันส่งให้หมวดนทีอ่านอีกครั้ง หมวดยังคงขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่สำหรับฉันรู้ดีว่าคือคำเตือนจากใคร...

(หัวผักกาดกลับมาแล้ว ขอโทษที่หายไปนาน เพราะช่วงนี้ยุ่งมากๆ ความไม่สงบลุกลามไปใหญ่แล้ว คงต้องค่อยๆ นำเสนอผ่านเรื่องสั้นนี่ล่ะ เพื่อให้ทุกคนได้รวมกันเป็นหนึ่งเสียที แล้วนี่...เป็นการเตือนอีกหนึ่งครั้ง จดหมายลึกลับจากคนที่มีนาเท่านั้นจะรู้ว่าเป็นใคร เพื่อนๆ พี่ๆ รู้ไหมคะ ลองทาย)

 

edit @ 7 Apr 2008 01:00:32 by เด็กขี้อวด

Comment

Comment:

Tweet